วันพ่อ ^^
วันนี้วันที่ 5 ธันวาคม หรือ วันพ่อคร๊ะ

นักเรียนโรงเรียนบเญจมเทพอุทิศ และต่อไปอยากเป็ฯเด็กจุฬาค่ะ (จะสูงไปเปล่านะ) แต่ก็ต้องพยายาม สู้ตาย!!!
วันนี้วันที่ 5 ธันวาคม หรือ วันพ่อคร๊ะ

เขียนโดย ออย ที่ 05:19 0 ความคิดเห็น

เขียนโดย ออย ที่ 21:52 0 ความคิดเห็น
Happy Birth Day น๊าเพื่อน
แกแก่ขึ้นอีกแล้วน้า ขอให้มีความสุขมากๆ
และวันนี้ก๋คงเป็นวันเกิดของใครอีกหลายคน
ยังไงก็ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆนะค่ะ
โอมเพี้ยงๆๆๆๆ^^
เขียนโดย ออย ที่ 21:49 0 ความคิดเห็น
เขียนโดย ออย ที่ 21:44 0 ความคิดเห็น
เขียนโดย ออย ที่ 21:35 0 ความคิดเห็น
หลังจากไปได้ up มานานวันนี้ก็เลยมีเรื่องดีดี ไว้ป้องกันตัวเองมาฝากเพื่อนๆนะค่ะ
7 วิธีใช้คอมพิวเตอร์ แบบทำร้ายตัวเอง
สำหรับคนที่อยู่ดีไม่ว่าดี ชอบหาเรื่องแผลงๆ มาทดลองและไม่เห็นค่าของความ “อโรคยา”…SHE’s smart ก็มีวิธีง่ายๆ มาสนองเจตนารมย์ค่ะ วิธีเหล่านี้ง่ายมากสามารถทำได้โดยใช้คอมพิวเตอร์ธรรมดานี่แหละเป็นอุปกรณ์ แล้วก็ไม่เสียเวลามากด้วย เพราะเราสามารถบั่นทอนสุขภาพของตัวเองไปพร้อมๆ กับที่นั่งทำงานได้เลย เห็นมั้ยคะว่าสะดวกแค่ไหน ค่อยๆ ทำตามกันไปทีละข้อนะคับ
วิธีที่ 1 ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ จอ
เพราะ ระยะห่างที่ปลอดภัยระหว่างดวงตาของเรากับจอคอมพิวเตอร์อยู่ที่ 20-24 นิ้ว ดังนั้นถ้าเรายื่นหน้าเข้าไปให้ใกล้กว่านั้น ดวงตาเราก็จะได้รับทั้งรังสีปริมาณมาก และได้เพ่งจอใกล้ๆ ด้วย ผลที่จะได้ระยะสั้นคือปวดหัว ปวดตา ส่วนระยะยาวคืออาจจะเป็นต้อหินและตาบอดได้ในที่สุดคับ
วิธีที่ 2 ตั้งจอให้แสงสะท้อนเข้าตา
พยายามหันหน้าจอให้มีแสงจ้าๆ สะท้อนเข้าตาเรา เช่น วางจอไว้ใกล้หน้าต่างตอนกลางวัน หรือตั้งโคมไฟไว้ใกล้ๆ หน้าจอ เพราะแสงที่สะท้อนออกมาจากจอคอมพิวเตอร์สามารถทำให้ดวงตาของเราเมื่อยล้าได้ ง่ายๆ สมใจคับ
วิธีที่ 3 จ้องจอนานๆ
พยายาม จ้องจอคอมพิวเตอร์ให้มากกว่าครั้งละ 30 นาที ถ้าเริ่มรู้สึกปวดตาเมื่อไหร่แสดงว่าใช้ได้แล้ว เพราะนั่นหมายถึงดวงตาเริ่มล้าแล้ว ทำบ่อยๆ คุณภาพตาจะแย่ลงเรื่อยๆ ถ้าไม่กระพริบตาเลยจะยิ่งดี เพราะจะทำให้ตาแห้ง แล้วก็แสบตาในที่สุด ส่วนแผนกระจกกรองแสงถ้ามีก็ถอดออกเสีย เพราะจะเป็นการกรองรังสีจากจอ ดวงตาจะปลอดภัยเกินไปคับ
วิธีที่ 4 นั่งให้ผิดท่า
ชุดเก้าอี้และโต๊ะที่ใช้ถ้าหาแบบที่ต่างระดับกันได้มากๆ จะทำให้ท่านั่งผิดสุขลักษณะ ซึ่งจะส่งผลเสียโดยตรงต่อกล้ามเนื้อกับกระดูกที่แขน ไหล่ หลัง และคอ และเราสามารถเพิ่มระดับความอักเสบของกล้ามเนื้อให้มากขึ้นด้วยการนั่งที่ผิด ท่า นั่นก็คือเวลาใช้คอมพิวเตอร์อย่านั่งหลังตรง ให้นั่งค้อมไปข้างหน้าบ้าง แอ่นไปข้างหลังบ้าง
วิธีที่ 5 วางคีย์บอร์ดให้ผิดทาง
เวลาพิมพ์งานลองหามุมวางคีย์บอร์ดแล้วทำให้ต้องวางมือยากๆ ควรวางข้อมือบนโต๊ะหน้าคีย์บอร์ดถ้าหากจำเป็น การพิมพ์ก็ให้กดแป้นพิมพ์ควรกดแป้นพิมพ์แรงๆ เพราะเมื่อทำต่อเนื่องไปนานๆ จะเมื่อยและเจ็บนิ้ว และยังของแถมคือคีย์บอร์ดจะเจ๊งเร็วขึ้น เก้าอี้ที่ใช้ให้เลือกใช้แบบที่ไม่มีที่ให้วางแขน เพื่อที่แขนจะได้เกร็ง เมื่อเกร็งมากๆ ก็จะเมื่อยแขน ปวดไหล่ ปวดนิ้ว ลามไปถึงคอและหลังได้ด้วย
วิธีที่ 6 กินขนมหน้าคอมฯ
ให้หาขนมมากินขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์ไปด้วย เพราะมีโอกาสที่เศษขนมหรือเกล็ดน้ำตาลจะหล่นลงไปในแป้นคีย์บอร์ด แล้วกลายเป็นอาหารของแบคทีเรีย ซึ่งถ้าเราใช้คีย์บอร์ดสลับกับกินขนมครั้งแบบนี้อีก เราอาจจะโชคดีได้ท้องเสีย เพราะนิ้วของเราย่ำยีอยู่กับแหล่งเพาะเชื้อตลอดเวลานั่นเอง
วิธีที่ 7 แช่แข็งตัวเองอยู่หน้าจอ
พยายามหาเรื่องอะไรมาทำให้ตัวเองเพลินๆ จะได้นั่งอยู่หน้าเครื่องนานๆ จะได้ลืมให้หมดว่าการที่ไม่เปลี่ยนอิริยาบถนานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เครียดจนเมื่อยจนปวด จะได้ลืมว่าควรกินน้ำชั่วโมงละ 1 แก้ว จะได้ลืมว่าถ้าปวดฉี่แล้วไม่ยอมไปห้องน้ำจะทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
แค่คุณทำตาม 7 วิธีนี้ก็เชื่อว่าสุขภาพคุณคงจะย่ำแย่ลงได้บ้างล่ะคับ ถ้าอยากเจ็บป่วยแบบไหนก็เลือกกันตามอัธยาศัยเลยคับ เมื่อสุขภาพแย่ลงการทำงานก็จะแย่ลงไปด้วย และในที่สุดชีวิตคุณก็จะอับเฉาลงเรื่อยๆ ด้วย 7 วิธีนี้เราหวังว่าคุณจะสมหวัง
**ที่มา http://www.yenta4.com/webboard/viewtopic.php?cate_id=64&post_id=1291767
เขียนโดย ออย ที่ 21:21 0 ความคิดเห็น
เพื่อนๆคิดเหมือนเราไหมว่า ในแต่ละวัน เราก็ต้องมีเรื่องดีดีในชีวิต
วันนี้เป็นที่เรามีความากมาย มีความสุขมากๆๆๆอิอิ
แต่ก็ไม่รู้ว่าควาสุขอันนี้จะจากเราไปเมื่อไร
ว่ามั้ย.......
เขียนโดย ออย ที่ 21:17 0 ความคิดเห็น
หวัดดีจ้าเพื่อนๆ หลังจากที่ไปเรียนมา 1 สัปดาห์ เย้เย้ วันนี้ก็ได้กลับบ้านแล้ว ดีใจมากมาย
ก็มันคิดถึงพ่อ กะ แม่ แล้วก็น้องหมานอ่ะนะ อิอิ
เพื่อนๆที่อยู่หอก็คงรู้สึกแบบเดี่ยวยกันช่ายป่ะหล่ะ อิอิ
เขียนโดย ออย ที่ 21:08 0 ความคิดเห็น
การบ้านเยอะมากมายเพื่อนๆ
เครียดเป็นที่สุด
เครียดๆๆๆๆๆๆ(เลยมาระบาย)>>น่าเกลียดเนอะ
เลขก็ยากขึ้น ส่วนฟิสิก เคมี ชีวะ อย่าพูดถึงเพราะมันยากอยู่แล้ว
เฮ้อ!!!! ไปนอนดีกว่า อิอิ
เขียนโดย ออย ที่ 20:19 0 ความคิดเห็น
หลังจากที่ไม่ได้ไปโรงเรียน 1 สัปดาห์
และต้องพบกับการบ้านเยอะแยะมากมาย
วันพรุ่งนี้ก็จะได้ไปพบกับเพื่อนที่น่ารัก(รึเปล่า)แล้ว
ดีใจมากมาย ^^
เขียนโดย ออย ที่ 20:16 0 ความคิดเห็น
ปิดเทอมนี้ชั่งเป็นปิดเทอมที่แย่ที่สุดจริงๆเลยค่ะ
เป็นไข้เลือดออกนอนโรงพยบาล 1 สัปดาห์
แล้วยังเป็นน้ำถ่วมปวดเพราะให้น้ำเกลือมากเกินไปอีก
แล้วยังต้องทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยทำ เครียด
ต้องเจาะเลือดทุกวัน ให้น้ำเกลือตลอด
นอนเอียงข้างก็ไม่ได้เพราะไอ (ก็น้ำท่วมปอดอ่ะนะ)
แล้วยังต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เพราะหายใจไม่ออก
พูดง่ายๆๆ เกือบตายแล้ว
เครียดเลย
แต่ก็ต้องขอบคุณคุณพ่อ แม่ และพี่ชายสุดที่รัก
ที่ดูแลออย
ขอบคุณนะค่ะ ^^
เขียนโดย ออย ที่ 19:58 0 ความคิดเห็น
เขียนโดย ออย ที่ 19:53 0 ความคิดเห็น

เขียนโดย ออย ที่ 05:38 0 ความคิดเห็น
มะเร็งลำไสใหญ่ ลำไส้ตรงและทวารหนักทางเดินอาหารเริ่มต้นจากปาก หลอดอาหาร ลำไสเล็ก ลำไส้ใหญ่ เป็นส่วนล่างของระบบทางเดินอาหาร ต่อด้วยลำไส้ตรง และส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่ คือ ทวารหนัก สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งลำไสใหญ่ ลำไส้ตรงและทวารหนัก คือ ผู้ป่วยชอบกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มาก ไขมันสูง หรือมีเส้นใยน้อยเป็นประจำ และโรคบางอย่างของลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ และติ่งเนื้องอกในลำไส้บางชนิดอาจกลายเป็นมะเร็งได้ อาการของโรค จะมีการเปลี่ยนเปลงนิสัยการถ่ายอุจจาระทั้งจำนวนครั้งและลักษณะของอุจจาระที่ออกมา มีเลือกเก่า ๆ และมูกออกทางทวารหนัก ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรื้อรัง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ จะทำให้น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ซีด หรือโลหิตจาง โดยหาสาเหตุไม่ได้ และจะคลำพบก้อนที่บริเวณท้อง และมีการอุดตันของลำไส้ใหญ่การวินิจฉัย แพทย์จะทำการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยการสวนแป้งแบเรียมเข้าทางทวารหนักแล้วถ่ายเอกซเรย์และตรวจด้วยกล้องส่องตรวจลำไส้ใหญ่ สามารถดูรอยโรคโดยตรงและตัดชิ้นเนื้อไปตรวจวิเคราะห์ได้ด้วยการรักษา โดยการผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด การรักษาแบบผสมผสาน ด้วยวิธีการดังกล่าวข้างต้น แต่จะใช้วิธีการใดนั้น ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และสภาวะของผู้ป่วย การป้องกัน ควรรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมและควบคุมระบบขับถ่ายให้ถูกต้อง รับประทานผัก ผลไม้ เป็นประจำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ ส่วนที่ไหม้เกรียม จากการปิ้ง ย่าง ทอด รมควัน ลดอาหารไขมันสูง สำหรับผู้ทีมีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับทวารหนักและลำไส้ใหญ่ แผลอักเสบเรื้อรัง เนื้องอก ควรได้รับการตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนักอย่างน้อยปีละครั้ง และผู้ที่มีบิดามารดา ญาติพี่น้อง เคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรได้รับการตรวจอย่างน้อยปีละครั้ง ควรรีบไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติดังกล่าวอาการผิดปกติที่ควรพบแพทย์ ถ้าพบว่ามีการถ่ายอุจจาระเช่น ท้องผูก สลับกับท้องเดิน มีเลือดเก่า ๆ และมูกปน หรือพบว่ามีอาการท้องอืด แน่น เฟ้อ เรื้อรัง น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ซีดหรือโลหิตจางโดยหาสาเหตุไม่ได้ และคลำพบก้อนในท้อง
เขียนโดย ออย ที่ 06:02 0 ความคิดเห็น
บทความว่าด้วยเรื่องกฎทรงผม ของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ จากหนังสือพิมพ์มติชนฉบับ 2 พฤศจิกายน 2550 มีคำตอบสรุปความได้ว่า ประเทศไทยรับทรงผมทรงนักเรียนทั้งเครื่องแบบต่างๆ จากญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งในช่วงสงครามนั้นเกิดเหาระบาดมาก ประชาชนจึงนิยมตัดผมสั้นเกรียน
และต่อไปนี้คือเหตุผลสำคัญๆ ที่ไม่ควรมีกฎทรงผมนักเรียน
1.ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะการเลือกทรงผมไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน
2.ไร้ซึ่งความจำเป็น เดิมกฎทรงผมเป็นกฎของทหารเพื่อใช้ปลูกฝังการเชื่อฟังคำสั่ง ปลูกฝังอำนาจนิยม และเพื่อความสะดวกในการดูแลรักษา แต่การปลูกฝังอำนาจนิยมทำให้เด็กมีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อบ้านเมือง และนักเรียนนักศึกษาไม่ต้องรีบร้อนในชีวิตประจำวัน สามารถดูแลทรงผมได้
3.การใช้กฎทรงผมบังคับเป็นการสร้างภาพลักษณ์เสมือนมีวินัย เนื่องจากระเบียบวินัยที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการบังคับให้ทำ แต่หากเป็นการกระทำออกมาด้วยจิตสำนึก
4.ทำให้เยาวชนคิดไม่เป็นว่าสิ่งที่ทำอยู่ผิดหรือถูก ได้แต่รับคำสั่งไปวันๆ
5.ส่งเสริมให้เยาวชนไม่รักษาสิทธิ เนื่องจากการเลือกทรงผมเป็นสิทธิอันชอบธรรมของบุคคลนั้นๆ แต่สถานศึกษากลับเพิกเฉยและตั้งกฎระเบียบอันเข้มงวด ทำให้นักเรียนไม่สามารถรักษาสิทธิของตัวเองได้ นับวันก็จะมีแต่คนหมดหวัง หมดอาลัย ทั้งที่เป็นสิทธิของบุคคลนั้นๆ
6.ปลูกฝังให้เยาวชนละทิ้งเหตุผล เยาวชนหลายคนมีคำถามอยู่ในใจ แต่เมื่อได้รับคำตอบว่า "มันเป็นกฎ" หรือ "เธอไม่พอใจที่จะทำตามกฎ ก็ไม่ต้องเรียน" ซึ่งไม่ใช่คำตอบที่ดีของคนที่มีการศึกษาและกำลังให้การศึกษาต่ออนุชนรุ่นหลัง เพราะแสดงถึงความไร้เหตุผลอย่างยิ่งยวด ส่วนคนที่ยึดมั่นในเหตุผลและรอคอยคำตอบก็จะถูกมองเป็นพวกก้าวร้าว แล้วจะค่อยๆ ถูกหล่อหลอมเป็นพวกยอมรับกฎโดยที่ไม่รู้เลยว่าเพราะอะไร เดินไปโดยปราศจากเป้าหมาย เป็นส่วนจากการทิ้งเหตุผลของผู้ใหญ่
7.เป็นการส่งเสริมให้ใช้อำนาจโดยมิชอบ จากการที่เยาวชนซึมซับการใช้อำนาจของครูของเขาที่ใช้อำนาจอย่างไร้เหตุผลให้เขาตัดทรงผมสั้นโดยไม่มีเหตุผล เขาจะทำตามโดยใช้อำนาจอย่างผิดๆ ทำร้ายคนอื่น
8.ทำให้เกิดการเหยียดหยามดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ บางคนอาจได้ยินผู้ใหญ่ด่าว่าไว้ผมยาวเหมือนฮิปปี้จะไปเป็นนักเลงหรือ นั่นคือการเหยียดหยาม ความเป็นคนไม่ได้อยู่ที่ทรงผม จะเป็นคนดี จะสั้นยาวก็ไม่มีปัญหา
9.ทำให้ชื่อเสียงของโรงเรียนเป็นสิ่งจอมปลอม และมองข้ามชื่อเสียงที่แท้จริงไป คือคุณภาพของนักเรียนไม่ได้อยู่ที่ทรงผม แต่อยู่ที่คุณภาพของการศึกษาเรียนรู้และคุณภาพจิตใจ
10.ปลูกฝังให้เยาวชนไม่ยอมรับความคิดเห็นผู้อื่น หรือขาดความมั่นใจในตัวเองไปเลย จากที่เห็นได้ว่าเยาวชนต้องการหลุดจากแอกของกฎทรงผม แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะผู้ใหญ่ไม่รับฟังความคิดเห็น เยาวชนจะถูกหล่อหลอมให้เชื่อมั่นความคิดตัวเองมากเกินไปจนไม่ฟังความคิดเห็นผู้อื่น ซึ่งเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย หรืออีกทางหนึ่งสูญเสียความมั่นใจ ทำอะไรก็ผิด เหตุผลดีแค่ไหนก็เท่านั้น เป็นอันตรายกับระบอบการปกครองเช่นกัน
ปล. เราไม่ได้จะว่าครูนะ แต่เราไปก๊อปเค้ามาอ่ะ ฮิอิ
ที่มาจ้า http://www.yenta4.com/webboard/viewtopic.php?cate_id=64&post_id=1266730
เขียนโดย ออย ที่ 07:16 0 ความคิดเห็น
เขียนโดย ออย ที่ 05:38 0 ความคิดเห็น
เขียนโดย ออย ที่ 20:45 0 ความคิดเห็น